นังพะยูนกลิ้ง_อิตาร์ View my profile

สวัสดีค่ะ กลับมาอีกแล้วค่ะ(ฮา)
 
 
  เราค่อนข้างหายไปนานมากๆ เพราะติดงานอีกทั้งช่วงนี้มักจะสิ่งอยู่ในทวิตเตอร์และทัมเบลอเสียส่วนใหญ่ จึงไม่ค่อยได้มาอัพบล๊อกที่นี่บ่อยนัก
 
 ครั้งนี้จะมาอัพเอนทรี่เกี่ยวกับหนังแนวมิวสิคัลที่กำลังฉายในบ้านเราขณะนี้
 
 
 ใช่ค่ะ Into the wood 
 
 
 
 เอาล่ะ มาเริ่มกันเลยดีกว่าเน๊อะ 
 
(มีสปอยล์นะคะ ระวังไว้)
 
(ปล2. รีวิวนี้มาจากความคิดเห็นส่วนตัว อ่านแล้วไม่ต้องเชื่อหรือเห็นด้วยตามเราทุกอย่างก็ได้นะคะ ๕๕๕๕๕๕๕๕)
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
 
 
 
 "นิสัยดีใช่ว่าจะเป็นคนดีเสมอไป" ประโยคหนึ่งในหนังที่ค่อนข้างติดหูเราพอสมควรค่ะ
 
 ซึ่งมันก็บ่งบอกถึงคาแรคเตอร์บางตัวในหนังด้วย
 
  หนังว่าด้วยตัวละครจากนิทานที่ขอในสิ่งที่ตนอยากได้และต้องการมัน จึงต้องทำทุกวิธีทางเพื่อให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งการดำเนินเรื่องจะเน้นหนักไปทางคนขายคนขนมปังสองผัวเมียที่ต้องการหาทางแก้คำสาป 'เป็นหมัน'ของฝ่ายสามีที่เกิดจากแม่มดใจร้าย(?)ข้างบ้านที่อดีตนั้นโดนขโมยผักโดยพ่อของคนขายขนมปังฝั่งสามี ซึ่งแม่มดเสนอวิธีว่าจะต้องหาของสี่สิ่ง ซึ่งก็คือวัวที่มีสีขาวราวกับน้ำนม รองเท้าทองคำ เส้นผมที่เหลืองอร่ามดั่งข้าวโพด  และผ้าคลุมที่แดงดั่งเลือด เพื่อที่แก้คำสาปฝ่ายชายให้สามารถมีลูกกับเมียได้ค่ะ
 
   ตัวหนังนำเสนอการแนะนำตัวและเนื้อเรื่องของพวกเขาผ่านเนื้อเพลงที่ขับร้องออกมาอย่างไพเราะ ดูสนุกสนาน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของดิสนีย์
 
  แต่สิ่งที่เรารู้สึกแปลกใหม่ไปจากเดิมของค่ายนี้คือ...เอานิทานกริมมาเล่นค่ะ
 
  คือแบบอึ้งไปสามวิตอนเห็นตอนจบของแต่ละตัวละครในเรื่อง ๕๕๕๕ คือไม่คิดว่าจะเอานิทานกริมซึ่งเป็นต้นแบบของนิทานดิสนี่ย์ที่เราๆ ท่านๆ ดูกันและคิดว่าสวยงามมาสร้างเป็นบทหนังนะ  แต่ดิสนี่ย์ก็ทำออกมาได้ไม่น่ากลัวเหมือนกับต้นฉบับด้วยการทำให้มันดู "ตลกร้าย" ขำขัน และเหมาะสมต่อการรับชม(แม้ว่าเนื้อหาจริงๆ แล้วจะโหดก็เถอะ......) 
 
   Into the wood สร้างปมของตัวละครให้แน่นขึ้นมากกว่าในนิทานที่พวกเราอ่านกัน หลายๆอย่างในหนังทำเรารู้สึกว่าตัวละครเหล่านั้นคือผู้ที่มีชีวิตคนหนึ่ง ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ตัวละครในนิทานที่หลังจากผจญภัยกันมายาวนานก็จบอย่างแฮปปี้เอนดิ้ง ถ้าพวกคุณคาดหวังว่าจะไปดูแล้วพบตอนจบแบบก็อย่าได้หวังค่ะ หนังเรื่องนี้มีมากกว่านี้
เราแอบรู้สึกว่าตัวละครเหล่านั้นเหมือนกับว่าพวกเขาแทนตัวเราที่หวังถึงสิ่งที่อยากได้ อยากครองในชั่วขณะโดยไม่รู้ว่าเราอยากได้มันจริงๆ หรือแค่ ฉันอยากได้อ่ะ ฉันจะเอา แต่พอไปนานๆ แล้วก็เบื่อ 
 
 โดยส่วนตัวเราชอบซินเดอเรลล่าและสองผัวเมียคนขายขนมปังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะสองคนหลังนั้นทำให้เรารู้สึกว่าพวกเขาเป็นคนจริงๆ  มีอารมณ์และความรู้สึก มีความอยาก รัก โลภ โกรธ หลง    
 
  หนังวางบทให้ทุกๆ การกระทำของตัวละครมีผลต่อเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในภายหลังเสมอ ไม่ใช่เพียงแค่ทำภารกิจหรือทำสิ่งที่ต้องการสำเร็จแล้วทุกอย่างก็จบลงด้วยดีอย่างในนิทาน การกระทำเล็กๆ น้อยๆ บางอย่างของทุกตัวละครก่อให้เกิดผลต่อเหตุการณ์ครั้งต่อไป ไม่ว่าตัวละครนั้นจะทำดีหรือไม่ดี ทุกๆ การกระทำของพวกเขาส่งผลต่อเหตุการณ์ในอนาคต
 
  ที่ชัดเจนมากที่สุดก็คือตอนที่ซินเดอเรลล่าปัดถั่ววิเศษออกจากมือของเมียคนขายขนมปังหล่นลงพื้น ส่งผลให้มันเติบใหญ่จนทำให้นางยักษ์ซึ่งผัวถูกฆ่าโดยแจ๊คลงมาบนพื้นโลกเพื่อตามหัวเจ้าเด็กผู้ฆ่าผัวหล่อน และการที่นางลงมานั้นทำให้อาณาจักรที่เหล่าตัวละครในเรื่องอยู่นั้นพังพินาศ 
 
  แต่สิ่งที่น่าเสียดายไปหน่อยก็คือ ตัวละครบางตัวบทก็หายไปเฉยๆ หรือไม่ก็จากไปอย่างน่าใจหาย หลายๆ ตัวละครสามารถอยู่ต่อไปได้อีก แต่ก็นั่นแหละ.........ก็ตามที่คนเขียนบทเขียนล่ะนะ อีกทั้งบทที่ดูจะนำเสนอความดาร์กเข้าไป ทำออกมาได้ดีแต่ไม่น่าประทับใจเท่าที่ควร มันยังไม่สุดค่ะสำหรับเรา น่าเสียดายมากๆอ่ะ...คือถ้าจะมาสายดาร์กทั้งทีก็ดาร์กให้สุดไปเลยสิดิสนี่ยยยย์
 
 
  แต่ก็ชอบที่เอานิทานกริมมาเล่นนะ รู้สึกเป็นการเอามาดัดแปลงได้เจ๋งดี นำเสนอเนื้อหาโหดร้ายที่ดูซอฟต์ลง ตลกขบขัน และสอดแทรกข้อคิดลงไป ก็ถือว่าเด็กดูได้ผู้ใหญ่ดูดีค่ะ โดยส่วนตัว(อีกแล้ว) เราชอบที่เอาป่าและคำอธิษฐานเป็นสัญลักษณ์แทนของจิตใจคนและเด็กนะ คือเราตีความเป็นแบบนี้ ๕๕๕
 
  แต่ขอเตือนไว้ว่าใครไม่ชอบแนวมิวสิคัลอาจจะดูแล้วรู้สึก....รำคาญตอนฉากร้องที่ดูจะยืดเยื้อไปสักหน่อย ขนาดเราที่ค่อนข้างเฉยๆกับแนวมิวสิคัลยังรู้สึกรำคาญในบางเพลงที่เหล่าตัวละครร้องเลยค่ะ ฮาาา
 
 
 เอาล่ะ จบแล้ว ฮาาา
 
 ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันนะคะ